Category: TSS LIBRARY

THINK EARTH | Bangsaen Grand Prix 2026

ความเร็วและความยั่งยืน…สามารถเดินหน้าไปด้วยกัน

Bangsaen Grand Prix 2026 มุ่งมั่นยกระดับการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างงานที่สะอาด เป็นมิตรต่อชุมชน และลดผลกระทบต่อโลกของเรา

ทุกการกระทำเล็ก ๆ ของคุณ คือพลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง
♻️ แยกขยะให้ถูกประเภท
💧 พกขวดน้ำส่วนตัว
🌱 ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
🚮 รักษาความสะอาดของพื้นที่จัดงาน
🤝 ร่วมกันส่งต่อสนามแข่งที่น่าอยู่ให้กับทุกคน

Think Earth. Race Green. Drive the Future.

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมอเตอร์สปอร์ตที่ยั่งยืน เพื่อบางแสน เพื่อชุมชน และเพื่อโลกของเรา

#BangsaenGrandPrix2026 #ThinkEarth #RaceGreen #Sustainability #GreenMotorsport #MotorsportForFuture #ProtectOurPlanet #RacingSpirit #TogetherForTomorrow

Anti-Doping สารต้องห้ามทางกีฬา

ความหมายของสารต้องห้ามทางการกีฬา (Prohibited Substances)

สารต้องห้ามทางการกีฬา (Prohibited Substances) หมายถึง สารหรือวิธีการที่ถูกกำหนดให้ห้ามใช้ในการแข่งขันกีฬา เนื่องจากสามารถเพิ่มสมรรถนะในการแข่งขัน ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของนักกีฬา หรือขัดต่อหลักคุณธรรมและจิตวิญญาณของกีฬา (Spirit of Sport) ตามมาตรฐานของ World Anti-Doping Agency (WADA) และการกำกับดูแลของ สำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา (Doping Control Agency of Thailand: DCAT) ภายใต้การกีฬาแห่งประเทศไทย (SAT)

กรอบกฎหมายและระบบกำกับดูแล

ประเทศไทยบังคับใช้ พระราชบัญญัติการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555 เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมการใช้สารต้องห้ามในวงการกีฬา โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นผู้ประกาศรายการสารต้องห้ามตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา และให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ WADA

ภายใต้กฎหมายดังกล่าว นักกีฬา บุคลากรทางการกีฬา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องไม่ใช้ ครอบครอง ผลิต จัดหา ส่งต่อ หรือสนับสนุนให้มีการใช้สารต้องห้าม รวมถึงห้ามปกปิดหรือขัดขวางกระบวนการตรวจสอบสารต้องห้าม หากมีการฝ่าฝืน จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนและพิจารณาทางวินัย โดยผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิอุทธรณ์ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ประเภทของสารต้องห้ามตามมาตรฐาน WADA

องค์การต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก (WADA) ได้กำหนดรายการสารต้องห้าม (WADA Prohibited List) ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่

  • S0 : สารที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข
  • S1 : สารเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ (Anabolic Agents) เช่น Steroids และ Clenbuterol
  • S2 : ฮอร์โมน โปรตีน และสารกระตุ้นการเจริญเติบโต เช่น EPO, hGH และ IGF-1
  • S3 : Beta-2 Agonists
  • S4 : สารควบคุมการทำงานของฮอร์โมนและระบบเมตาบอลิซึม
  • S5 : ยาขับปัสสาวะและสารอำพราง (Diuretics and Masking Agents) เช่น Hydrochlorothiazide และ Chlorothiazide
  • S6 : สารกระตุ้น (Stimulants) เช่น Amphetamines, Methamphetamine และ Methylhexanamine (DMAA)
  • S7–S9 : ยาเสพติดเพื่อระงับอาการปวด (Narcotics), สารจากกัญชา (Cannabinoids) และ Glucocorticoids
  • P1 : Beta-Blockers ซึ่งห้ามใช้ในกีฬาบางประเภท เช่น กีฬายิงปืน หรือกีฬาที่ต้องอาศัยการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ

นักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถศึกษารายละเอียดของสารต้องห้ามฉบับล่าสุดได้จาก WADA Prohibited List ซึ่งมีการปรับปรุงเป็นประจำทุกปี

บทบาทของ DCAT และการกีฬาแห่งประเทศไทย

สำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา (DCAT) ภายใต้การกีฬาแห่งประเทศไทย (SAT) มีหน้าที่ดำเนินงานด้านการควบคุมสารต้องห้ามในประเทศไทย ทั้งการเก็บตัวอย่าง การประสานการตรวจวิเคราะห์ การให้ความรู้ และการส่งเสริมมาตรการป้องกันการใช้สารต้องห้าม โดยดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศไทยและมาตรฐานของ WADA

นอกจากนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทยยังได้พัฒนาระบบ Thailand’s Anti-Doping Management (STAM) เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูล การตรวจสอบ และกระบวนการควบคุมสารต้องห้ามให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

แนวทางปฏิบัติสำหรับนักกีฬาและผู้ที่เกี่ยวข้อง

นักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬาควรศึกษารายการสารต้องห้ามที่มีการปรับปรุงในแต่ละปี และหลีกเลี่ยงการใช้ยา อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากอาจมีสารต้องห้ามปะปนอยู่โดยไม่ทราบ

ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาหรือสารต้องห้ามเพื่อการรักษาพยาบาล นักกีฬาจะต้องยื่นคำขอ Therapeutic Use Exemption (TUE) ผ่านสำนักงาน DCAT และได้รับการอนุมัติก่อนการใช้งาน

ขณะเดียวกัน ผู้ฝึกสอน แพทย์ประจำทีม ผู้จัดการทีม และผู้สนับสนุน ควรได้รับการอบรมด้านการป้องกันการใช้สารต้องห้าม (Anti-Doping Education) และตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของตนเอง เนื่องจากการมีส่วนร่วม สนับสนุน หรือช่วยเหลือให้เกิดการละเมิดกฎสารต้องห้าม อาจส่งผลให้ได้รับโทษตามกฎหมายและข้อบังคับด้านกีฬาเช่นเดียวกับนักกีฬา

รายชื่อสารต้องห้าม (2026)
https://www.wada-ama.org/en/prohibited-list#search-anchor

การล้มกีฬา (Match-Fixing)

Match-Fixing หรือ การล็อกผลการแข่งขัน คือ การจงใจแทรกแซงหรือบิดเบือนผลการแข่งขัน หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันกีฬา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม เช่น ผลประโยชน์ทางการเงินจากการพนัน หรือผลประโยชน์อื่น ๆ

ในกีฬามอเตอร์สปอร์ต การล็อกผลการแข่งขันอาจพบได้น้อยกว่ากีฬาอย่างฟุตบอลหรือเทนนิส แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ ดังนี้

1. การจงใจเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขัน (Race Outcome Manipulation)

นักแข่งหรือทีมแข่งจงใจลดความเร็ว หรือไม่แข่งขันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อเปิดโอกาสให้นักแข่งหรือทีมอื่นชนะ หรือเพื่อให้คะแนนสะสมของแชมป์เปี้ยนชิพเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้

2. Team Orders ที่เข้าข่ายการทุจริต

คำสั่งทีม (Team Orders) ถือเป็นกลยุทธ์ที่สามารถใช้ได้ในหลายรายการแข่งขัน แต่หากคำสั่งดังกล่าวเกิดจากการรับสินบน การสมรู้ร่วมคิด หรือมีวัตถุประสงค์เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการพนันหรือผลประโยชน์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็อาจถือเป็นการล็อกผลการแข่งขัน

3. การบิดเบือนเหตุการณ์เพื่อการพนัน (Betting-Related Manipulation)

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันจงใจสร้างเหตุการณ์บางอย่าง เช่น

  • การทำให้เกิด Safety Car

  • การจงใจออกจากการแข่งขัน (Retirement)

  • การทำเวลาในรอบ Qualifying

  • การทำ Fastest Lap

เพื่อให้ผลการแข่งขันหรือเหตุการณ์เป็นไปตามตลาดการพนัน

4. การสมรู้ร่วมคิดระหว่างทีม (Technical or Sporting Collusion)

ทีมแข่งหลายทีมตกลงร่วมกันเพื่อบิดเบือนผลการแข่งขัน หรือจัดอันดับการแข่งขันให้เป็นไปตามที่ตกลงกัน ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของการแข่งขันอย่างยุติธรรม

5. การติดสินบนเจ้าหน้าที่ (Bribery of Officials)

การพยายามใช้อิทธิพลหรือผลประโยชน์เพื่อให้กรรมการ ผู้ตรวจสภาพรถ (Scrutineers) สจ๊วต (Stewards) หรือเจ้าหน้าที่ Race Control ตัดสินหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


บทลงโทษ

องค์กรกำกับดูแลกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ได้แก่ Fédération Internationale de l’Automobile (FIA) ให้ความสำคัญกับการป้องกันการล็อกผลการแข่งขันอย่างมาก โดยถือว่าเป็นการละเมิดหลักความซื่อสัตย์สุจริต (Sporting Integrity) อย่างร้ายแรง

ขณะเดียวกัน ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (RAAT) ในฐานะองค์กรกำกับดูแลกีฬายานยนต์ของประเทศไทย ก็ยึดหลักเกณฑ์ด้านจริยธรรมและความโปร่งใสให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ FIA

ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษ เช่น

  • ตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน (Disqualification)

  • เพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตนักแข่ง ทีมแข่ง หรือเจ้าหน้าที่

  • ปรับเงิน

  • ถูกดำเนินคดีทางอาญา หากเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง การรับสินบน หรือการพนันผิดกฎหมาย


แนวทางป้องกันสำหรับการแข่งขันระดับนานาชาติ

การแข่งขันระดับนานาชาติมีมาตรการด้านความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ในการแข่งขัน (Integrity)  หลายรูปแบบรวมกัน ได้แก่

  • การแต่งตั้งกรรมการและสจ๊วตอิสระ

  • การตรวจสภาพรถก่อนและหลังการแข่งขัน (Technical Scrutineering)

  • การควบคุมรถในพื้นที่ Parc Fermé

  • การวิเคราะห์ข้อมูลเวลาและข้อมูล Telemetry

  • นโยบายป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)

  • ช่องทางรับแจ้งเบาะแส (Whistleblower Reporting)

  • ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความซื่อสัตย์ในการแข่งขันและการเฝ้าระวังการพนันกีฬา

โดยสรุป Match-Fixing ไม่ได้หมายถึงเพียงการ “ยอมแพ้” หรือ “ปล่อยให้อีกฝ่ายชนะ” เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการกระทำใด ๆ ที่มีเจตนาบิดเบือนความยุติธรรมของการแข่งขัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์หรือเหตุการณ์ที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักพื้นฐานของการแข่งขันกีฬาและความน่าเชื่อถือของมอเตอร์สปอร์ตในระดับสากล.

การละเมิดกฎการต่อต้านการใช้สารต้องห้าม

  1. ตรวจพบ
    สารต้องห้ามในตัวอย่างปัสสาวะหรือเลือดของนักกีฬา
  2. การใช้
    หรือพยายามใช้สารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้าม
  3. ปฏิเสธ
    หรือไม่มาให้เก็บตัวอย่างภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่มีเหตุอันสมควร
  4. ละเมิด
    ข้อกำหนดการแจ้งถิ่นที่อยู่ของนักกีฬา (Whereabouts)
  5. แทรกแซง
    หรือการพยายามแทรกแซงกระบวนการควบคุมการใช้สารต้องห้าม
  6. ครอบครอง
    สารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้าม
  7. การค้า
    สารต้องห้ามหรืออุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับวิธีการต้องห้ามใดๆ
  8. การให้
    หรือพยายามให้สารต้องห้าม หรือวิธีการต้องห้ามแก่นักกีฬา
  9. สนับสนุน
    ส่งเสริมให้นักกีฬาใช้สาร/วิธีการต้องห้าม
  10. เกี่ยวข้อง
    กับบุคคลที่กระทำละเมิดกฏต่อต้านการใช้สารต้องห้าม
  11. การกระทำใดๆของนักกีฬา
    หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาที่เป็นการขัดขวางหรือต่อต้านการรายงานข้อมูลการละเมิดกฎการต่อต้านสารต้องห้ามทางการกีฬาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

The Fair Game … ศึกที่ดีไม่ควรมี “สิ่งต้องห้าม” (Part 1)

ขึ้นชื่อว่า “การแข่งขัน” สำหรับกีฬาทุกประเภท สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกันก็คือ “ชัยชนะ” อันเป็นเป้าหมายสูงสุด ภายใต้ “กฎ และกติกา” ที่ต้องผู้เข้าแข่งขันต้องทำการ “เคารพ” เพื่อให้เกิดความ “เท่าเทียม” โดยชอบธรรม … และ “มอเตอร์สปอร์ต” ก็ถือได้ว่าเป็นกีฬาที่มีความเข้มงวดของ “กฎ และกติกา” ในระดับสูง ทั้งยังไม่ได้กำหนดมาเพื่อ “อุปกรณ์” เท่านั้น หากแต่ยังครอบคลุมในส่วนของ “นักกีฬา” ด้วยเช่นกัน
เพราะนอกจาก “อุปกรณ์” ที่เป็นตัวกำหนดเรื่องความปลอดภัยแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญก็คือ “สารกระตุ้น” ที่มีคุณสมบัติในการยกระดับขีดความสามารถของนักกีฬาให้ “เหนือกว่าปกติ” เพื่อแข่งขัน และคว้าชัยชนะ จนมองข้ามสิ่งที่ต้องแลกมา ไม่ว่าจะเป็นอนาคต, ชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งชีวิตของตัวเองที่อาจถูกทำลายลงไปก็ตาม
ฉะนั้นในบทนี้ เราจึงขอนำเสนอ “สารต้องห้าม” และ “วิธีการต้องห้าม” ต่างๆ แห่งวงการกีฬา ที่มีผลข้างเคียงอันตรายต่อร่างกายว่ามีอะไรบ้าง โดยเริ่มจาก “สารต้องห้าม” ที่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ เพื่อให้ทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ประกอบด้วย กลุ่มแรก “สารต้องห้าม ที่ห้ามใช้ตลอดเวลา” เช่น


– สารที่ยังไม่ผ่านการรับรอง (Non-Approved Substance)
– สารอนาบอลิก (Anabolic Agents) เป็นสารที่จะส่งผลต่อการเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ ใช้ในกีฬาประเภทที่ต้องการพลังกล้ามเนื้อมาก ส่วนผลข้างเคียง คือ ทำให้อารมณ์แปรปรวน, ฉุนเฉียว และสร้างอันตรายต่อร่างกาย เช่น มะเร็งตับ, ตับแข็ง, โรคหัวใจ ตลอดจนสมรรถภาพทางเพศ
– สารฮอร์โมนเปปไทด์ (Peptide Hormones) และฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต คือ สารที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นมาได้ เช่น EPO (Erythropoietin) ที่ควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดง ส่วนผลข้างเคียงของการใช้ EPO ก็อาจทำให้เลือดมีความเข้มข้น และเหนียวขึ้น จนส่งผลให้หัวใจทำงานหนักในการพยายามสูบฉีด แล้วก็ยังมีผลข้างเคียงอื่นๆ ที่ตามมาเช่นกัน ทั้งการเจริญเติบโตไม่สมส่วนของหน้าผาก, คิ้ว, กะโหลก และกราม ขณะที่ส่วนของตับ, ต่อมไทรอยด์ และการมองเห็นถูกทำลาย ไปจนถึงทำให้หัวใจโต และนำไปสู่สภาวะหัวใจล้มเหลวได้
– สารเบต้า-ทู อโกนิสท์ (Beta-2 Agonists) เป็นสารกระตุ้นในรูปแบบยารักษาโรคหอบหืด หรือระบบทางเดินหายใจที่ใช้พ่นเข้าไปในลำคอ ซึ่งนักกีฬาที่มีประวัติป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ จะต้องผ่านการขออนุญาตใช้สารเพื่อรักษา และก็จะอนุญาตเป็นชนิดฉีดพ่นเข้าลำคอ แถมท้ายสุดแล้วก็ต้องอยู่ในปริมาณที่ไม่เกินกำหนดเท่านั้น
– สารปรับเปลี่ยนฮอร์โมน และเมตาบอลิสมของร่างกาย (Hormone And Metabolic Modulators) โดยการใช้สารต้องห้ามกลุ่มนี้ จะส่งผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดความผิดปกติของฮอร์โมนเพศ
– ยาขับปัสสาวะ และสารปกปิดอื่นๆ (Diuretics And Masking Agent) เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ยาที่ใช้ควบคุมน้ำหนัก ด้วยการลดปริมาณน้ำในร่างกาย ส่วนใหญ่มักใช้ในกีฬาที่มีการแบ่งน้ำหนัก โดยผลข้างเคียงก็คือทำให้ร่างกายขับเกลือแร่มากขึ้นจนร่างกายขาดน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดตะคริวในกล้ามเนื้อ มีภาวะเพลียแดด และอาจทำให้หมดสติได้ เนื่องจากร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน

The Fair Game … ศึกที่ดีไม่ควรมี “สิ่งต้องห้าม” (Part 2)

จาก Part 1 ของ “สารต้องห้าม” กลุ่มที่ 1 มาต่อเนื่องกันที่ Part 2 กับเรื่องราวที่เหลืออยู่ ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่มที่ 2 ซึ่งเป็น “สารห้ามใช้ เฉพาะในช่วงการแข่งขัน” และสารกลุ่มที่ 3 คือ สารที่กำหนดห้ามไว้ในกีฬาบางชนิด … โดยสารกลุ่มที่ 2 ซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ของ “สารห้ามใช้ เฉพาะในช่วงการแข่งขัน” จะประกอบไปด้วย


– สารกระตุ้น (Stimulants) ที่อยู่ในรูปแบบยาต่างๆ เช่น ยาแก้หวัด หรือ ยากระตุ้นประสาท เพราะจะมีผลต่ออัตราการทำงานของระบบในร่างกาย และออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจ ส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณไหลเวียนของเลือด ขณะที่ผลข้างเคียงสามารถเกิดขึ้นได้หลายระดับ ตั้งแต่ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ, ความดันโลหิตสูง, ปวดกล้ามเนื้อ, สภาวะช็อค, ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว, เบื่ออาหาร ไปจนถึงขั้นประสาทหลอนเลยทีเดียว
– สารเสพติด (Narcotics) แน่นอนว่าเป็นสารที่เสพเข้าไปแล้ว ทำให้เกิดความต้องการทั้งร่างกาย และจิตใจ ทั้งยังส่งผลให้มีความต้องการที่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ที่ใช้สารตัวนี้ ก็เพราะสามารถบรรเทาอาการปวดของร่างกายได้ แต่ผลข้างเคียงก็คือจะทำให้ผู้ใช้อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน มึนเมา ไปจนถึงระบบหายใจถูกทำลาย และอาจเสียชีวิตได้เนื่องจากหัวใจล้มเหลว
– สารประเภทกัญชา แน่นอนว่าเหตุผลที่ใช้ ก็คือบรรเทาภาวะเครียดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน ส่วนผลเสียก็คือ อาจเกิดภาวะความจำเสื่อม คิดช้า สมาธิสั้น ประสาทหลอน ตลอดจนเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพองอีกด้วย
– สารกลูโคคอร์ติคอยด์ (Glucocorticoids) ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบยาหยอดตา ยาหยอดหู ครีมทาผิวหนัง และยาพ่นกล้ามเนื้อ โดยสารนี้จะส่งผลให้มีการยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
ว่ากันต่อที่ สารกลุ่มสุดท้าย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ 3 ในหมวดหมู่ของ “สารต้องห้ามที่กำหนดในบางชนิดกีฬา”- โดยหลักๆ ก็คือ สารเบต้า-บล็อกเกอร์ (Beta-Blockers) ซึ่งคุณสมบัติก็คือช่วยชะลอการเต้นของหัวใจ และมักจะใช้ในประเภทกีฬาที่ต้องการสมาธิ เช่น ยิงปืน, ยิงธนู, แข่งรถยนต์ หรือ กอล์ฟ

The Fair Game … ศึกที่ดีไม่ควรมี “สิ่งต้องห้าม” (Part 3)

นอกจากเรื่องของ “สารต้องห้าม” แล้ว อีกสิ่งที่นักกีฬาไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็คือ “วิธีการต้องห้าม” (Prohibited Methods) หมายถึงวิธีการใดๆ ก็ตามที่จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพของนักกีฬา ตลอดจนขัดขวางกระบวนการตรวจสอบ เพื่อหาสารโด๊ป … ซึ่งโดยหลักๆ แล้ว “วิธีการต้องห้าม” จะถูกจัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ


– การโด๊ปเลือด (Blood Doping) ซึ่งเป็นการนำเม็ดเลือดแดงที่เตรียมไว้เข้าสู่ร่างกาย เพื่อเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดง และส่งผลให้เซลล์กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น
– การเปลี่ยนแปลงทางด้านเคมี หมายถึง การใช้วิธีต่างๆ เพื่อให้ปัสสาวะเจือจางลง ซึ่งอาจทำโดยการเติมน้ำ หรือสารเคมีบางอย่าง เพื่อปกปิดไม่ให้ตรวจพบสารตัวนั้นๆ
– การโด๊ปยีน (Gene Doping) ที่ประกอบด้วยสารดังต่อไปนี้ เนื่องจากถูกจัดให้เป็นสารต้องห้าม เพราะคุณสมบัติในการช่วยเสริมสมรรถภาพด้านการกีฬาเช่นกัน อาทิ การใช้โพลิเมอร์ของกรดนิวคลิอิก หรือสารที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึง, การใช้ยีนเดิม หรือปรับเปลี่ยนลักษณะของยีน และการใช้วิธีทั่วไป หรือวิธีทางพันธุศาสตร์ เพื่อปรับแต่งเซลล์ โดยทั้งหมดที่ว่ามา ถือเป็นวิธีการที่ห้ามปฏิบัติตลอดเวลา
และทั้งหมดนั่นก็คือ “สารต้องห้าม” และ “วิธีการต้องห้าม” ต่างๆ แห่งวงการกีฬา ที่ไม่ควร “หาทำ” เพราะนอกจากมีความเสี่ยงที่จะทำลายอาชีพ อนาคต และชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งผลร้ายสุดที่จะตามมาหากพลาดท่าเสียที ก็คือ “ชีวิต” ที่ต่อให้คิดได้ก็ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไข จากการตัดสินใจผิดพลาดเพียงชั่ววูบได้