Category: TSS LIBRARY

ทำความรู้จักกับ Formula E การแข่งขันเพื่ออนาคต ความเร้าใจในสไตล์รักษ์โลก

Formula E คือ การแข่งขันรถล้อเปิด ที่นั่งเดี่ยว ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% บรรจุให้เป็น 1 ในซีรีส์ของการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่จัดขึ้นภายใต้การดูแลของสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) ได้เริ่มจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2014 ในชื่อ ABB FIA Formula E Championship มีเป้าหมายเพื่อพัฒนารถแข่งควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยประเดิมสนามแรกที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนและได้จัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

รูปภาพจาก : https://electricvehicleweb.in/

ในช่วงการแข่งขันปี 2018-2019 ที่ผ่านมา รถแข่ง “Formula E Generation 2” ได้ถูกเปิดตัวและนำมาใช้ในการแข่งขัน โดยพัฒนาอัพเกรดขึ้นมาทั้งในเรื่องขนาดแบตเตอร์รี่และกำลังส่งของมอเตอร์ไฟฟ้า โดยแบตเตอร์รี่รุ่นใหม่นี้สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้ามากกว่ารุ่นเก่าถึง 2 เท่า อยู่ที่ 54 kWh ส่งผลให้นักแข่งไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรถระหว่างการแข่งขัน ส่วนมอเตอร์ก็แรงขึ้นอีก 50 kW สามารถทำความเร็วสูงสุดได้เพิ่มขึ้น ตัวถังก็ได้ถูกออกแบบใหม่และติดตั้ง Halo เพื่อระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นของนักแข่งในกรณีเกิดอุบัติเหตุ มาพร้อมแถบไฟ LED แสดงสถานะของโหมดการขับขี่อีกด้วย ปัจจุบันมีทีมเข้าร่วมถึง 12 ทีม ประกอบไปด้วยนักแข่ง 24 คน และรถแข่งอีก 24 คัน

รูปภาพจาก : https://formulaspy.com/

โดยกฎกติกาการแข่งขันคร่าวๆ มีดังนี้

Practice
ในทุกๆ สนามจะมีการซ้อมทั้งหมด 2 รอบ รอบแรกจะใช้เวลา 45 นาที รอบที่ 2 จะใช้เวลา 30 นาที แต่ละคันจะมีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 250 กิโลวัตต์ นอกจากนี้การชาร์จไฟรถจะอนุญาตทำได้จนถึงในช่วงระหว่างรอบ Practice นี้เท่านั้น

Qualifying
ในรอบควอลิฟายจะมีเวลาให้ทั้งหมด 1 ชั่วโมง ซึ่งนักแข่งทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คัน แต่ละกลุ่มจะมีเวลา 6 นาทีในการทำเวลาให้เร็วที่สุด ผู้ที่ทำเวลาในรอบ Qualifying ได้เร็วที่สุดนั้นจะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มไป 1 คะแนน นอกจากนี้นักแข่งที่ทำเวลาเร็วที่สุด 6 อันดับแรกจะได้สิทธิเข้ารอบ Super Pole โดยในรอบ Super Pole นั้นนักแข่งที่ทำเวลาเป็นอันดับ 6 จะได้สิทธิออกวิ่งก่อนเมื่อนักแข่งอันดับที่ 6 วิ่งผ่านเส้นจับเวลา Pit Lane จะเปิดไฟเขียวให้นักแข่งที่ทำเวลาเป็นอันดับ 5 ออกไปวิ่งต่อ และทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอันดับ 1 ได้ออกวิ่ง และในรอบนี้ผู้ที่ทำเวลาเร็วที่สุดจะได้ตำแหน่ง Pole Position ไปพร้อมกับคว้า 3 คะแนน ซึ่งตลอดการควอลิฟายนักแข่งสามารถเรียกกำลังรถได้เต็มที่ 250 กิโลวัตต์

รูปภาพจาก : www.electrive.com

Races
การแข่งขัน หรือเรียกกันว่า E-Prix (อีปรีซ์) เป็นการออกตัวแบบ Standing Start จะไม่มีการวิ่ง Formation Lap เหมือนการแข่งขัน Formula 1 ซึ่งเริ่มแรกรถแข่งจะจอดอยู่บน Dummy Grid ก่อนที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่ Gird Start ของตัวเอง เพื่อทำการออกตัว การแข่งขันจะใช้เวลา 45 นาทีบวก 1 รอบ สำหรับโหมดการแข่งขันรถแข่งจะให้กำลังสูงสุด 200 กิโลวัตต์ นอกจากนี้แล้วนักแข่งที่
สามารถทำ Fastest Lap ได้จะได้รับคะแนนพิเศษ 1 คะแนนมาครอง

รูปภาพจาก : www.schaeffler.com

Attack Mode
โหมดโจมตี เป็นโหมดที่นักแข่งจะต้องขับผ่านโซนพิเศษที่มีสัญลักษณ์บ่งบอกบนเส้นทางที่ใช้ในระหว่างแข่งขันเท่านั้น เมื่อนักแข่งใช้ Attack Mode จะมีไฟ LED ปรากฏอยู่บนบริเวณ Halo แสดงการทำงานของโหมดนี้อีกด้วย ซึ่งสามารถเพิ่มกำลังรถ และเพิ่มกลยุทธ์ในการใช้พลังงานได้ นักแข่งจะต้องใช้โหมดทั้ง Attack Mode และ Race Mode ขณะแข่งขัน โดยโหมดโจมตีทำให้นักแข่งสามารถเข้าถึงพลังงานสูงสุดที่ 235 กิโลวัตต์

รูปภาพจาก : www.speedcafe.com

Fan Boost
ถือเป็นอีกหนึ่งความแปลกใหม่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตเลยทีเดียว เป็นการทำให้สาวก Formula E ได้มีส่วนร่วมของการแข่งขัน โดยที่แฟนคลับสามารถโหวตให้กับนักแข่งที่ตนเองชื่นชอบผ่านทาง Website ของ Formula E และนักแข่งที่ได้รับคะแนนนิยมมากที่สุด 5 อันดับแรกจะได้รับอนุญาตให้ใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เรียกว่า Boost (บูสท์) ซึ่งจะสามารถใช้งานได้เพียงแค่ 5 วินาทีของครึ่งหลังในการแข่งขันเท่านั้น

รูปภาพจาก : https://edition.cnn.com/

ข้อมูลจำเพาะของรถ Formula E (Gen 2)

• Length 5160 mm

• Width 1770 mm

• Height 1050 mm

• Front track 1553 mm

• Rear track 1505 mm

• Ride height 75 mm (max)

• Wheelbase 3100 mm

• Minimum weight (include driver) 903 kg (battery 385 kg)

• Maximum power 250 kW, equivalent to 335 bhp

• Race Mode (maximum power available) 200 kW, equivalent to 270 bhp

• Maximum power regeneration 250 kW

• Maximum speed 280 km/h

• 0-100 km/h 2.8s

รูปภาพจาก : www.bmwblog.com

เนื่องจากว่ารถแข่ง Formula E สร้างมลภาวะทางเสียงและทางอากาศในปริมาณที่น้อยมากๆ การแข่งขัน Formula E จึงสามารถจัดการแข่งขันแบบ Street Circuit ในเมืองหลวงใหญ่ๆได้ ซึ่งทำให้คนดูสามารถเข้าถึงการแข่งขันได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น การแข่งขัน Paris E-Prix ที่จัดขึ้นใจกลางเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส รวมไปถึง London E-Prix จัดขึ้นที่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ

รูปภาพจาก : https://racingnews365.com/

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.fiaformulae.com/

https://www.facebook.com/FormulaEThailand/?ref=page_internal

https://www.autoinfo.co.th/article/304825/

https://motortrivia.com/…/formula-e-2016-17-season…/

https://www.autoinfo.co.th/article/261219/

https://www.bangkokinternationalautosalon.com/auto…/2523/

รูปภาพจาก : https://f1i.com/

รูปภาพจาก : http://techzle.com/

ที่มาของธงตราหมากรุก #chequeredflag

ในการแข่งขันรถยนต์สัญญาณธงถือว่ามีความจำเป็นอย่างมากสำหรับนักแข่งที่ลงทำการแข่งขัน รวมทั้งผู้ชมการแข่งขัน เนื่องจากสัญญาณธงนั้นจะเป็นตัวบอกเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในสนาม รวมทั้งเป็นการสื่อสารระหว่างนายสนามกับนักแข่ง ซึ่งสัญญาณธงที่คุ้นตาที่สุดของท่านนั้นก็คือ ธงตราหมากรุกที่ใช้โบกสะบัดเมื่อเข้าเส้นชัยนั่นเอง แต่คุณรู้หรือไม่ว่าธงตราหมากรุกนั้นมีที่มาจากไหน และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

รูปภาพจาก : www.motorsportmagazine.com

รูปภาพจาก : www.thestar.com

ที่มาของธงตราหมากรุกนั้นไม่ได้มีบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างแน่ชัด แต่มีภาพถ่ายที่เก่าแก่อยู่ภาพหนึ่งจากปี 1906 ภายในภาพเป็นการใช้ธงตราหมากรุกสำหรับการเข้าเส้นชัยการแข่งขันรถยนต์ชิงถ้วย Vanderblit Cup จัดขึ้นที่ Long Island, New York อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น พนักงานของ Packard Motor Car ที่ชื่อ Sidney Waldon ได้คิดค้นธงเพื่อทำเครื่องหมาย “Checking Stations” (ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า “Check Points”) ในการจัดกิจกรรม Glidden Tour นี่คือสิ่งที่ยืนยันแน่ชัดว่า ในช่วงปี 1906 ได้มีการใช้ธงตราหมากรุกกันแล้ว ว่าแต่ก่อนหน้านี้ล่ะ? ต้นกำเนิดจริงๆเป็นอย่างไร?

รูปภาพจาก : www.reddit.com

มีสมมติฐานหนึ่งได้ให้ข้อมูลต้นกำเนิดของธง
ตราหมากรุกไว้ว่า มีการใช้ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ในกีฬาแข่งม้าของชาวอเมริกันที่เข้ามาตั้งรกรากในแถบมิดเวสต์ในยุคแรกๆ หลังจากจบงานจะมีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ ซึ่งจะมีคนนำผ้าปูโต๊ะลายตารางหมากรุกมาโบกไปมา เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนรู้ว่าการแข่งขันได้เสร็จสิ้นลงและอาหารสำหรับการเฉลิมฉลองนั้นพร้อมแล้ว

รูปภาพจาก : www.dailymail.co.uk

อีกหนึ่งสมมติฐานเชื่อว่า เริ่มแรกที่มีการแข่งขันรถยนต์นั้นจะจัดขึ้นบนทางลูกรัง อีกทั้งยังมีผู้คนมากมายที่เข้ามาร่วมชม จึงใช้ธงตราหมากรุกลายตารางสีขาว-ดำ เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันทราบถึงการสิ้นสุดการแข่งขัน เพราะจะทำให้มองเห็นได้ชัดจากทางที่มีฝุ่นตลบเกิดขึ้นในระหว่างการแข่ง และแตกต่างจากสีชุดแต่งกายของผู้เข้าชมอีกด้วย

รูปภาพจาก : www.simplemost.com

ไม่ว่าธงตราหมากรุกจะถูกใช้ครั้งแรกเมื่อไหร่ ที่ไหน เราไม่อาจทราบข้อมูลที่แท้จริงได้ ความจริงของเรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในความลึกลับและเป็นปริศนาที่คงอยู่ยาวนานที่สุดในกีฬามอเตอร์สปอร์ตต่อไป เราคงได้แต่ถกเถียงกันถึงข้อเท็จจริง แล้วแฟนๆ ชาวมอเตอร์สปอร์ตคิดอย่างไรกับเรื่องนี้กันบ้างครับ

รูปภาพจาก : www.thesun.ie

ขอบคุณที่มาข้อมูล :
https://www.windingroad.com/…/the-mysterious-origins…/

https://sites.google.com/…/his…/1906-checkered-race-flag

https://en.wikipedia.org/wiki/Racing_flags

https://www.simplemost.com/why-checkered-flag-used-end…/

https://matraxlubricants.com/3127-2/

Pretty vs Race Queen ถือกำเนิดครั้งแรกเมื่อใด?

หากพูดถึงงานหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์แล้ว สิ่งที่เป็นสีสันในงานนอกจากรถยนต์แล้วนั่นคือ “พริตตี้” นั่นเอง ย้อนกลับไปเมื่อ 34 ปีก่อน “Toyota” คือค่ายรถยนต์ค่ายแรกที่นำ “พริตตี้” มาเป็น 1 ในกลยุทธ์ทางการประชาสัมพันธ์ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง ในแง่การตอบรับของ
สาธารณชนทั่วไป

รูปภาพจาก : www.grandprix.co.th

ด้วยเหตุนี้ในระยะเวลาไม่นานการมี “พริตตี้” จึงขยายความนิยมแพร่หลายไปอย่างมาก ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงยานยนต์เท่านั้น แต่ยังขยายฐานความนิยมไปยังสินค้าอื่นๆ มากมายอีกด้วย

รูปภาพจาก : https://hilight.kapook.com/

รูปภาพจาก : https://hilight.kapook.com/

เวลาดูการแข่งขันรถยนต์คุณคงเคยเห็นสาวสวยยืนกางร่มให้กับเหล่านักแข่งรถในทีมต่างๆ หลายคนคงเข้าใจว่าสาวสวยเหล่านี้ คือ “พริตตี้” แต่จริงๆ แล้วสาวสวยที่คอยมายืนกางร่มให้กับเหล่านักแข่งในสนามแข่งรถนี้เรียกว่า “เรซควีน”

รูปภาพจาก : https://aretcars.com/

เรซควีน (Race Queen) เป็นนิยามคำศัพท์ของชาวญี่ปุ่นที่กล่าวถึงสาวสวยที่เป็นลูกทีมในสนามแข่งรถ “เรซควีน” เริ่มมีบทบาทครั้งแรกในรูปแบบของสาวสวยประจำรายการแข่งขันรถยนต์ช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 เมื่อนางแบบ “ริสะ โอกาวะ” ได้รับคำเชิญไปเป็นตัวแทนของการจัดการแข่งขันรถยนต์หลังจากนั้น “ริสะ โอกาวะ” จึงได้รับการประกาศอย่าง
เป็นทางการเพื่อเป็นเกียรติแก่เธอว่า “เรซควีน” นั่นเอง

รูปภาพจาก : https://minkara.carview.co.jp/

เมื่อพูดถึง “พริตตี้” และ “เรซควีน” แล้ววันนี้ทางแอดจึงได้นำภาพของเหล่าบรรดาสาวสวยในทีมต่างๆ ของรายการ Thailand Super Series มาฝากทุกท่านกันครับ

บรรดาสาวสวยในทีมต่างๆ จากรายการ Thailand Super Series

เครดิตข้อมูลจาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/เรซควีน
https://board.postjung.com/636150
https://www.thailandexhibition.com/News/5610

“Bangsaen Street Circuit, Thailand ” สนามแข่งรถ Street Circuit ที่ทั่วโลกต่างยกนิ้วให้เป็นสนามแข่งรถระดับเวิลด์คลาส คนรักความเร็วห้ามพลาด!! ต้องไปเยือนให้ได้ซักครั้งในชีวิต

อีกหนึ่งสนามที่จะพลาดไม่ได้เลย เพราะเป็นทั้งสนามแข่งและเมืองท่องเที่ยวพักผ่อนของใครหลายๆ คนกับสนาม “Bangsaen Street Circuit” ได้รับมาตรฐาน FIA Grade 3

Circuit length 3.740 km.

Turns 20

ทิศทางการวิ่งเป็นแบบทวนเข็มนาฬิกา

สนามบางแสนเป็นสนามแข่งประเภทสตรีท เซอร์กิตระดับสากลแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ได้รับการรองรับจากสมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA ให้เป็นสนามประเภท FIA Grade 3 ซึ่งจัดว่าเป็นสนามที่มีความพร้อมในการจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับสากลหลายรายการ

ไม่ว่าจะเป็น Porsche Carrera Cup Asia, TCR Asia รวมไปถึงเป็นสนามไฮไลท์ของรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย Thailand Super Series

สนามบางแสนใช้เส้นทางการจราจรผ่านชายหาดบางแสน-แหลมแท่น-เขาสามมุข ทำให้สนามแห่งนี้มีจุดเด่นในเรื่องของวิวทิวทัศน์ที่ติดกับชายทะเล นอกจากนั้นแล้วด้วยความกว้างของแทร็คที่จำกัด ประกอบกับโค้งหลายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโค้งแฮร์พิน (โค้งยู-เทิร์น) T6 และ T18-T19, โค้งความเร็วสูง (โค้งไฮสปีด) ที่มีอยู่หลายโค้ง, โค้งหักศอก T8 และ T15 รวมทั้งโค้งปราบเซียนสุดโหดที่พื้นผิวถนนเทออกจากโค้ง (Off Camber) T17

อีกทั้งนักแข่งยังต้องเจอกับความท้าทายกับ Elevation ระดับความสูงสุด T4 และต่ำสุด T18 ของสนามที่แตกต่างกันถึง 23.65 เมตร และการ Jump ของพื้นถนนจนทำให้รถลอยได้ใน T3

ประกอบกับทางผู้จัดการแข่งขันได้มีการเพิ่มความปลอดภัยของสนามให้สอดคล้องกับข้อบังคับของสมาพันธ์ยานยนต์อย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องจึงทำให้สนามแห่งนี้กลายมาเป็นสนามแข่งขันประเภทสตรีทชั้นนำที่ทุกท่านต้องมาเยือนซักครั้งให้ได้

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้สนามบางแสนเป็นสตรีท เซอร์กิตที่มีความท้าทายและเป็นที่ชื่นชอบของทั้งนักแข่งและผู้ชมทั่วโลก เพราะนอกจากสนามที่มีความสวยงามติดอันดับโลกแล้ว ยังมีทัศนียภาพของเมืองบางแสน และโรงแรมที่สวยงามรองรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวจากทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทางทะเลที่ทุกคนพลาดไม่ได้ และที่สำคัญที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคืออาหารทะเลที่สด รสชาติอร่อย รวมทั้งของฝากจากบางแสน
ที่ทุกคนต้องมีติดไม้ติดมือกลับไปทุกครั้ง

MV Bangsaen Street Circuit เมื่อปี 2019 ดูเล่นแก้คิดถึงกันไปก่อน

ทำความรู้จักกับสนาม “DEKRA LAUSITZRING” ซึ่งจะแข่งขันรายการ DTM Round2 วันที่ 23-25 July

“DEKRA Lausitzring” ปัจจุบันรู้จักกันอย่างแพร่หลายในชื่อ “EuroSpeedway Lausitz” สนามแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ Klettwitz ประเทศเยอรมนี ติดพรมแดนของโปแลนด์กับสาธารณรัฐเช็ก สร้างขึ้นในปี 1998 จากเหมืองถ่านหินเก่า

รูปภาพจาก : https://motorsportguides.com/

“DEKRA Lausitzring” เปิดตัวสู่สาธารณชน
อย่างเป็นทางการในปี 2000 โดยถูกบรรจุอยู่ใน
ปฎิทินการแข่งขันรายการ DTM รวมถึงรายการ Superbike World Championship เป็นประจำทุกปี

รูปภาพจาก : www.audi-mediacenter.com

ปัจจุบันรูปแบบของสนาม “EuroSpeedway” มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน แต่สำหรับการแข่งขัน DTM นั้นรูปแบบของสนามจะมีความยาวถึง 4.575 กิโลเมตร ประกอบด้วยโค้งทั้งหมด 10 โค้ง มีการวิ่งแบบทวนเข็มนาฬิกา

รูปภาพจาก : www.touringcars.net

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.dtm.com/en/events/lausitzring

https://www.dekra-lausitzring.de/

https://www.racingcircuits.info/…/lausitzring.html…

https://en.wikipedia.org/wiki/EuroSpeedway_Lausitz

รูปภาพจาก : https://twitter.com/

รูปภาพจาก : www.motorsport-magazin.com 

รูปภาพจาก : https://sport-auto.ch/ 

รูปภาพจาก : www.thecheckeredflag.co.uk

รูปภาพจาก : www.racingblog.de

“Guia Circuit, Macau”สนามแข่งรถ Street Circuit ที่ทั่วโลกต่างยกนิ้วให้เป็นสนามแข่งรถระดับเวิลด์คลาส คนรักความเร็วห้ามพลาด!! ต้องไปเยือนให้ได้ซักครั้งในชีวิต

สนามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1954 สำหรับผู้ที่ติดตามการแข่งขัน Macau Grand Prix รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วสนามนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Guia Circuit”

รูปภาพจาก : www.yokohama-online.com

Circuit length 6.2 km.

Turns 19

ทิศทางการวิ่งเป็นแบบตามเข็มนาฬิกา

รูปภาพจาก : www.macau.grandprix.gov.mo

“Guia Circuit” ตั้งตามชื่อย่านพักอาศัยในพื้นที่ซึ่งก็เป็นบริเวณเดียวกันกับภูเขา Guia ที่อยู่คู่ประเทศมาอย่างช้านาน

รูปภาพจาก : https://sportscar365.com/

Guia Circuit เป็นสนามแข่งที่ขึ้นชื่อเรื่อง “ความเสียว” ระดับโลก!!! ด้วยสภาพสนามที่แคบและยาวสลับกับทางโค้งที่สามารถใช้ความเร็วได้

รูปภาพจาก : www.maximilian-guenther.com

ทุกๆ โค้งจึงมีช่วง Apex ที่เล็กและแคบ หากผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวอาจทำให้เสียโอกาสในการแข่งไปได้เลยทันที

รูปภาพจาก : https://sport-auto.ch/

รูปภาพจาก : www.macaubusiness.com

รูปภาพจาก : Inside Sim Racing

รูปภาพจาก : www.fiawtcr.com

รูปภาพจาก : https://commons.wikimedia.org/

รูปภาพจาก : https://tintopguru.wordpress.com/

รูปภาพจาก : www.motorsportweek.com

“Baku City Circuit, Azerbaijan”สนามแข่งรถ Street Circuit ที่ทั่วโลกต่างยกนิ้วให้เป็นสนามแข่งรถระดับเวิลด์คลาส คนรักความเร็วห้ามพลาด!! ต้องไปเยือนให้ได้ซักครั้งในชีวิต

สนามแห่งนี้ถือเป็นสนามสตรีท เซอร์กิตน้องใหม่
ล่าสุดที่มีทิศทางการวิ่งแบบทวนเข็มนาฬิกา
ได้ถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในปฏิทินการแข่งขันของ F1 ในปี 2016

รูปภาพจาก : www.motorauthority.com

เป็นเมืองโบราณที่ผสมผสานองค์ประกอบทางวัฒนธรรมของเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

รูปภาพจาก : https://menafn.com/

ซึ่งภายในฉากการแข่งขันของสนาม F1 มีปราสาทที่งดงามที่ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกอีกด้วย

รูปภาพจาก : www.racefans.net

มีการใช้ Tecpro barrier คุณภาพสูงในการป้องกันอุบัติเหตเหมือนกันกับที่ใช้ในสนาม Bangsaen Street Circuit บ้านเรา

รูปภาพจาก : www.racefans.net

สถาปัตยกรรมอันเก่าแก่กับสนามแข่งขันที่เข้ากันได้อย่างลงตัว

รูปภาพจาก : https://thesmg.com/

รูปภาพจาก : www.eurosport.com

รูปภาพจาก : https://t-car.motorsporttickets.com/

ปภาพจาก : www.motorauthority.com

รูปภาพจาก : https://motorsportguides.com/

รูปภาพจาก : https://eurasianet.org/

รูปภาพจาก : https://twitter.com/msi_images/status/878752185835769861

รูปภาพจาก : www.racefans.net

Sprint Qualifying…การแข่งขันในรูปแบบใหม่

จากการแข่งขัน British Grand Prix 2021 ที่สนาม Silverstone เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นการขับเคี่ยวอย่างเมามันแบบนั่งไม่ติดกันตั้งแต่รอบแรกเลยทีเดียว แต่หลายท่านยังคงสงสัยว่าก่อนที่จะถึงการแข่งขันจริง หรือ Main Race นั้น มีคนพูดถึง Sprint Qualifying กันเยอะมาก และมันคืออะไร วันนี้เรามีคำตอบให้ทุกท่านคลายสงสัยกันครับ

รูปภาพจาก : www.motorsportmagazine.com

Sprint Qualifying เป็นการจัดอันดับ Grid Start ของการแข่งขันในรูปแบบใหม่หลังจากการผ่านมติเห็นชอบของ FIA, Formula 1 และ 10 ทีมแข่งที่เข้าร่วมการแข่งขัน ซึ่งศึก British Grand Prix นี้ถือเป็นครั้งแรกสำหรับการทดสอบวิธีการจัดอันดับแบบใหม่นี้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้แต่ละสุดสัปดาห์ของการแข่งขัน รวมทั้งเป็นการดึงดูดแฟนๆ ให้มีส่วนร่วมมากขึ้น นอกจากนี้ถือเป็นการให้โอกาสนักแข่งคนอื่นๆ ในการต่อสู้ผ่านสนามวันเสาร์เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันของวันอาทิตย์อีกด้วย โดยมีการปรับรูปแบบใหม่ดังนี้

• วันศุกร์ Practice 1 และ Qualifying (เพื่อใช้จัด Grid Start สำหรับ Sprint Qualifying)

• วันเสาร์ Practice 2 และ Sprint Qualifying เป็นการแข่งขันด้วยระยะทาง 100 กิโลเมตร (ใน British Grand Prix จะแข่งทั้งหมด 17 รอบสนาม)

• วันอาทิตย์ การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ หรือ Main Race (จัด Grid Start จากอันดับการรับธงตราหมากรุกของ Sprint Qualifying)

รูปภาพจาก : www.marca.com

สำหรับกติกาในการแข่งขัน Sprint Qualifying จะอนุญาตให้เลือกใช้ยางได้ 2 ชุด และไม่มีการบังคับเข้าพิท ส่วนรอบซ้อมนั้นจะมีเพียง 2 วัน คือ วันศุกร์และวันเสาร์ วันละ 60 นาที ดังนั้นการจัดสรรยางของสุดสัปดาห์ที่เป็นการแข่งขันรูปแบบใหม่นี้จะเหลือคนละ 12 ชุด จากปกติ 13 ชุด นอกจากนี้แล้วจะมีการเก็บคะแนนสะสมสำหรับนักแข่งที่เข้าอันดับ 1-3 ด้วย ซึ่งอันดับ 1 ได้ 3 คะแนน, อันดับ 2 ได้ 2 คะแนน และ อันดับ 3 ได้ 1 คะแนน

รูปภาพจาก : https://maxf1.net/

Sprint Qualifying จะมีเพียง 3 สนามบนปฏิทินการแข่งขัน Formula 1 ประจำฤดูกาล 2021 เท่านั้นที่จะใช้ในการทดสอบวิธีการดังกล่าว ส่วนอีก 2 สนามนั้นจะเป็นที่ใดสามารถติดตามได้ทาง Facebook Fanpage : Thailand Super Series

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://www.siamsport.co.th/motorsport/other/view/234891

รูปภาพจาก : www.planetf1.com

“Marina Bay Street Circuit, Singapore” สนามแข่งรถ Street Circuit ที่ทั่วโลกต่างยกนิ้วให้เป็นสนามแข่งรถระดับเวิลด์คลาส คนรักความเร็วห้ามพลาด!! ต้องไปเยือนให้ได้ซักครั้งในชีวิต

เป็นสตรีท เซอร์กิตที่วิ่งแบบทวนเข็มนาฬิกา และเป็นแห่งแรกในเอเชียที่ใช้จัดการแข่งขัน F1

รูปภาพจาก : https://f1experiences.com/

และยังเป็นรายการแรกของ F1 เช่นกันที่ได้จัดแข่งในเวลากลางคืน (Night Race)

รูปภาพจาก : https://motorsportguides.com/

Circuit length 5.063 km.

Turns 23

ทิศทางการวิ่งเป็นแบบทวนเข็มนาฬิกา

รูปภาพจาก : www.pinterest.com

เริ่มจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 2008 สนามนั้นทอดยาวไปตามย่านธุรกิจของสิงคโปร์ เป็นสนามที่มีผังคดเคี้ยวคล้ายกับที่โมนาโก เพียงแต่ว่ามีความกว้างของแทร็คที่มากกว่า

รูปภาพจาก : www.motorauthority.com

ถือได้ว่าสนามแห่งนี้เป็นตัวพิสูจน์ความทนทานของนักแข่งได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

รูปภาพจาก : https://singaporegp.sg/en

รูปภาพจาก : www.findingmenno.com

รูปภาพจาก : www.motorsportweek.com

รูปภาพจาก : www.motorauthority.com

รูปภาพจาก : www.formule1.nl

รูปภาพจาก : https://formula1stamps.wordpress.com/

“Circuit de Monaco, Monaco” สนามแข่งรถ Street Circuit ที่ทั่วโลกต่างยกนิ้วให้เป็นสนามแข่งรถระดับเวิลด์คลาส คนรักความเร็วห้ามพลาด!! ต้องไปเยือนให้ได้ซักครั้งในชีวิต

Circuit de Monaco, Monaco
สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1929 โดย Antony Noghes และถูกบรรจุอยู่ในปฏิทินการแข่งขัน F1 เป็นครั้งแรกในปี 1950

รูปภาพจาก : Wikimedia Commons

เป็นสนามที่โด่งดังที่สุดในโลกและยังได้รับการโหวตว่าเป็นสนามแข่งรถที่สวยงามมากที่สุดอีกด้วย

รูปภาพจาก : GPToday.net

Circuit length 3.337 km

Turns 19

ทิศทางการวิ่งเป็นแบบตามเข็มนาฬิกา

รูปภาพจาก : formula-home.com

สามารถมองเห็นท่าเรือที่มีเรือยอร์ชจอดเทียบท่าอย่างสวยงาม ตัวเมืองล้อมรอบไปด้วยทะเล
เมดิเตอร์เรเนียน แถมลักษณะทางภูมิประเทศยังอยู่บริเวณตีนเขาแอลป์ที่สวยงามที่สุดในโลกอีกด้วย

รูปภาพจาก : Wikimedia Commons

ถือเป็นหนึ่งในสนามประวัติศาสตร์ของ F1 เพราะนอกจากเป็นสนามที่มีความสวยงาม และมีเสน่ห์มนต์ขลังแล้ว สนามยังเต็มไปด้วยความยากที่แสนจะท้าทายทักษะความสามารถของนักแข่งเป็นอย่างมากอีกด้วย

รูปภาพจาก : Wikimedia Commons

รูปภาพจาก : www.motorsport.com

รูปภาพจาก : www.sportskeeda.com