Category: TSS LIBRARY

ทำความรู้จักกับสนาม Brands Hatch

ทำความรู้จักกับสนาม Brands Hatch ก่อนส่งแรงเชียร์ไปให้ “น้องเติ้น ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์”

สนาม Brands Hatch ตั้งอยู่ในเมือง Kent ของประเทศอังกฤษ มีโครงสร้างสนามอยู่ 2 รูปแบบด้วยกัน นั่นคือ “Brands Hatch Indy Circuit” มีระยะทาง 1.928 กิโลเมตร (1.198 ไมล์) ประกอบด้วยโค้งทั้งหมด 6 โค้ง และ “Brands Hatch Grand Prix Circuit” มีระยะทาง 3.916 กิโลเมตร (2.433 ไมล์) ประกอบด้วยโค้งทั้งหมด 9 โค้ง

สร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1926 เป็นสนามแบบวิ่งทวนเข็มนาฬิกา ต่อมาในปี 1954 ได้มีการเปลี่ยนเป็นเป็นวิ่งแบบตามเข็มนาฬิกาแทน ในปี 2013 สนามแห่งนี้ได้กลายเป็น 1 ในไม่กี่สนามแข่งในโลกที่ได้จัดแข่ง Formula 1, Indycar และ NASCAR

ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นสนามที่จัดการแข่งขันเกิดขึ้นมากมาย เช่น European DTM ซึ่งเป็นการแข่งขันรถทัวร์ริ่งที่เร็วที่สุดในโลก และการแข่งขัน GT World Challenge Europe

สนามแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสนามของโลกที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดก็ว่าได้

นอกจากนี้ยังเป็นสนามที่มีนักแข่งในตำนานหลายคนได้มาเยือน และได้คว้าชัยชนะในสนามแข่งแห่งนี้มาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อาทิเช่น Stirling Moss, Jim Clark, Barry Sheene, Jack Brabham, Ayrton Senna, Jenson Button, Carl Fogarty และ Lewis Hamilton

มาร่วมลุ้น ร่วมเชียร์ “น้องเติ้น” ในการแข่งขัน British F4 R.7-9 ที่สนาม Brands Hatch (Indy Circuit) ได้ในวันที่ 26-27 มิถุนายนนี้ไปพร้อมๆ กันผ่านทาง Facebook Fanpage : Thailand Super Series

Red Bull Ring ถิ่นกระทิงดุ

หลังจาก Formula 1 มีการแข่งขันที่ Circuit Paul Ricard เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายนผ่านมานั้น ทำเอาสาวกรถสูตรหนึ่งลุ้นกันแบบหายใจรดต้นคอ ใจจดใจจ่อแบบนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ เป็นผลให้หลายๆ คนตั้งหน้าตั้งตารอการแข่งขัน Formula 1 สนามต่อไปที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายนนี้ ว่าแชมป์ 7 สมัยอย่าง Lewis Hamilton และทางทีมจะมีวิธีการจัดการอย่างไร ยิ่งโดยเฉพาะสนามต่อไปที่จะจัดขึ้นนั้นคือสนาม Red Bull Ring บ้านของกระทิงดุด้วยแล้วยิ่งห้ามพลาดโดยประการทั้งปวงครับ มาในวันนี้แอดจะขอพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับสนาม Red Bull Ring กัน เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนการแข่งขัน Formula 1 จะเกิดขึ้นครับ

Red Bull Ring ตั้งอยู่ที่เมือง Spielberg (สปิลเบิร์ก) ประเทศออสเตรียแต่เดิมมีชื่อว่า Osterreichring (อูสเตอร์รีชริง) สร้างขึ้นในปี 1969 ซึ่งแต่เดิมคือสนามบิน Zeltweg (เซลต์เวก) เป็นสนามที่มีความยาวเกือบ 6 กิโลเมตร สามารถทำความเร็วได้สูงมาก ต่อมาสนามดังกล่าวได้หายไปจากปฏิทินระหว่างปี 1988-1996 และพวกเขากลับมาอีกครั้งในปี 1997 ซึ่งผังสนามได้ถูกปรับเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น ความยาวสนามถูกลดทอนเหลือ 4.326 กิโลเมตรและได้เปลี่ยนชื่อสนามตามชื่อผู้สนับสนุนเป็น A1-Ring จนกระทั่งถึงปี 2003 ทางผู้จัดตัดสินใจให้การแข่งขันปีนั้นเป็นปีสุดท้าย เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีส่งผลกระทบต่อการบริหารการเงินของสนาม ตัวสนามจึงถูกทิ้งร้างและไม่ได้จัดการแข่งขันใดๆ ขึ้นเลย จนกระทั่ง Dietrich Mateschitz (ดีทริช มาเตชิตซ์) เจ้าของกิจการ Red Bull ได้ซื้อสนามแห่งนี้ไปและทำการปรับปรุงขึ้นใหม่จนทำให้สนามเปิดใช้งานสามารถรองรับการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตได้อีกครั้งในปี 2011 และสนามได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Red Bull Ring ในที่สุด 

ผังสนาม Red Bull Ring นั้นมีความยาวสนามต่อรอบอยู่ที่ 4.318 กิโลเมตร ประกอบด้วยโค้งทั้งหมด 10 โค้ง ถือเป็นเป็นพาวเวอร์แทร็คอย่างชัดเจน เนื่องด้วยทางตรงยาว 3 ช่วง ทางตรงของสนามมีความยาวสูงสุดถึง 930 เมตร รองมาอยู่ที่ 795 เมตรและ 766 เมตรตามลำดับ นอกจากนี้ทางตรงยังถูกคั่นด้วยโค้งหักศอก รถแข่งจะต้องเร่งเครื่องจากความเร็วต่ำอยู่หลายครั้ง ซึ่งนั่นทำให้กำลังเครื่องเป็นสิ่งสำคัญมากในสนามแห่งนี้

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก www.motortrivia.com

รถ F3 หรือ Formula 3 คืออะไร? หน้าตาเป็นแบบไหน..อย่างไร..

Formula 3 เป็นคลาสที่ 3 ของการแข่งขันรถล้อเปิด ซึ่งจัดการแข่งขันขึ้นในทวีปยุโรป, ออสเตรเลีย, อเมริกาใต้ และเอเชีย ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่ง หรือ Formula 1 ผู้ที่เข้าแข่งขันในคลาสนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักแข่งมืออาชีพที่สามารถก้าวขึ้นสู่ที่นั่งใน Formula 2 โดยตรง หรือแม้แต่การทดสอบ Formula 1 และที่สุดของความสำเร็จในอาชีพนี้คือขึ้นไปนั่งใน Formula 1

Formula 3 ถูกกำหนดขึ้นโดยสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA ในปี 1950 พัฒนามาจากการแข่งรถหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งโครงรถนั้นมีน้ำหนักเบา และขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ขนาด 500 ซีซี แต่ในปัจจุบันนั้นตัวรถจะมีตัวป้องกันส่วนหน้าคนขับหรือที่เราเรียกว่า “Halo” (เฮโล) เพิ่มเข้ามาพร้อมกับระบบ DRS เต็มรูปแบบเหมือนกับ Formula 1 และ Formula 2

ส่วนเครื่องยนต์ในรถสูตร 3 ได้ถูกพัฒนาเป็นเครื่องยนต์แบบ 6 สูบขนาด 3.4 ลิตรทั้งหมด ซึ่งเครื่องยนต์จะต้องเป็นเครื่องยนต์ที่มีอยู่ในสายการผลิตจากค่ายรถยนต์ และเครื่องยนต์จะต้องถูกปิดผนึกเครื่องโดยผู้จัดการแข่งขันอีกด้วย จึงทำให้ทีมแข่งนั้นไม่สามารถทำการปรับแต่งเครื่องยนต์ได้

Formula 3

หนึ่งรอบ Monza!! กับปรีดา ตันเต็มทรัพย์

“หนึ่งรอบ Monza!! กับปรีดา ตันเต็มทรัพย์”วิเคราะห์และแนะนำแบบ Virtual กับสนามแข่งรถที่เก่าแก่อีกหนึ่งสนามในประเทศอิตาลีโดยพี่ปรีดา ก่อนที่จะมีการแข่งขันสนามแรกของรายการ DTM ที่มีนักแข่งคนไทยอย่าง “อเล็กซ์ อัลบอน อังศุสิงห์” ร่วมทำการแข่งขัน ในวันที่ 18-20 มิถุนายนนี้ ไปชมกัน.. #ปรีดาทอล์ค

ก่อนที่ DTM จะเริ่มแข่งขัน เรามารู้จักสนามแข่งรถประวัติศาสตร์ชื่อว่า “Monza” กันก่อน..

Autodromo Nazionale di Monzaเป็นสนามแข่งรถประวัติศาสตร์อยู่ใกล้เมืองของมอนซา ตอนเหนือของมิลานในอิตาลี สร้างขึ้นในปี 1922 มันเป็นสนามอันดับสามของโลกที่เป็นสนามแข่งรถเซอร์กิตต่อจากที่บรู๊คแลนด์และอินเดียนาโพลิส การแข่งขันเซอร์กิตที่ใหญ่ที่สุดคือ อิตาเลียนกรังด์ปรีซ์ การแข่งขันได้จัดขึ้นที่นี่ตั้งแต่ปี 1949 ซึ่งถูกยกเว้นการแข่งขันในปี 1980

ความยาวของสนามมีสามรูปแบบ โดยมีระยะทางที่ 5.793 กิโลเมตร (3.600 ไมล์) กรังปรีซ์แทร็ค, 2.405 กิโลเมตร (1.494 ไมล์) จูเนียร์แทร็ค และสนามวงรี 4.250 กิโลเมตร (2.641 ไมล์) ซึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งานมานานหลายสิบปีและกลับมาได้รับการปรับปรุงในปี 2010

นอกเหนือไปจากการแข่งขันรถสูตรหนึ่งหรือFormula 1 ที่สนามแห่งนี้แล้ว ยังจัดรายการอื่นๆมากมายเช่น 1000 km Monza ซึ่งเป็นการแข่งขันแบบ Endurance จัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ World Sportscar Championship และ Le Mans Series

สนามแข่งยังจัดแข่ง Grand Prix motorcycle racing , WTCC, TCR International Series, Superbike World Championship, Formula Renault 3.5 Series , Auto GP และ ที่สนามมอนซายังเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันปั่นจักรยานและวิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการ Monza 12h Cycling Marathon และ Monza 21 Half Marathon

ที่สำคัญและน่าติดตามที่สุดคือรายการ DTM สนามแรกของปีนี้ เริ่มขึ้นที่นี้ Autodromo Nazionale di Monza โดยใช้ระยะทาง 5.793 กิโลเมตรต่อรอบ มีโค้ง 11โค้ง ทางตรงยาวสุดคือ 1.280กิโลเมตร โดยการแข่งขันครั้งนี้มีนักแข่งลูกครึ่งไทย-อังกฤษ ลงแข่งขันด้วยคือ Alex Albon นั่นเอง ในนามของทีม Alpha Tauri AF Corse

ขอบคุณที่มาข้อมูล : https://en.wikipedia.org/wiki/Monza_Circuit

มาทำความรู้จักการแข่งขันรถยนต์ “DTM”

การแข่งขันรถยนต์ DTM มาจากคำว่า Deutsche Tourenwagen Masters หรือ German Touring Car Masters เป็นรายการแข่งรถทางเรียบรุ่น Touring Car ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเยอรมัน ได้รับการรับรองโดย ITR e.V. ต้นสังกัดจาก DMSB-FIA มาตั้งแต่ปี 1984 ซึ่งเคยมีนักขับที่ประกาศอำลาวงการ Formula 1 แล้ว มาเข้าร่วมชิงชัยในรายการนี้หลายต่อหลายคน อาทิ Mika Hakkinen อดีตแชมป์โลกชาวฟินแลนด์, Jean Alesi นักซิ่งฝรั่งเศส

DTM เป็นการแข่งขันที่แต่ละสนามนั้นจะตระเวนไปทั่วภาคพื้นทวีปยุโรปประมาณร้อยละ 60 และร้อยละ 40 ที่เหลือจะอยู่ที่เยอรมัน ในปัจจุบันรถยนต์ที่เข้าแข่งขันนั้นจะเป็นรถรุ่น GT3 ตามกฎระเบียบของ FIA จากเดิมเป็นรถ Class One โดยอนุญาตให้มีรถเข้าร่วมการแข่งขันได้เพียงแค่ 18 คันเท่านั้น

รูปแบบการแข่งขัน DTM นั้นได้มีการปรับเปลี่ยนมาหลายครั้งจนกระทั่งในปี 2019 หลังจากเปิดฤดูกาลจึงได้บทสรุปรูปแบบการแข่งขันโดยใช้เวลาเป็นตัวกำหนด คือ 55 minutes plus 1 lap

สำหรับการออกตัวนั้นจะเป็นแบบ Rolling Start ในช่วงการเปลี่ยนยางนั้นอนุญาตให้มีทีมช่างได้สูงสุดไม่เกิน 6 คน ซึ่งจะใกล้เคียงกับการแข่งขันในรุ่น Thailand Supercar GT3 และ GTM เป็นอย่างมากแต่จะแตกต่างตรงที่การแข่ง DTM นั้นจะไม่มีการเปลี่ยนตัวนักแข่งนั่นเอง

ในปีนี้จะเป็นปีแรกที่จะมีนักแข่งสัญชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขัน นั่นคือ Alex Albon ในสังกัด Alpha Tauri AF Corse ด้วยรถแข่ง Ferrari 488 GT3 ซึ่งจะมีการแข่งขันสนามแรกในวันที่ 18-20 มิถุนายนนี้ ณ สนาม Monza ประเทศอิตาลี ร่วมติดตามเชียร์ยอดนักแข่งชาวไทยไปพร้อมๆ กันได้ทาง Facebook Fanpage : Thailand Super Series

เจาะลึกถึงข้อมูลจำเพาะ Formula 4

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับ Formula 4 กันแล้ว มาในวันนี้เราจะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงข้อมูลจำเพาะของรถ Formula 4 ที่ “น้องเติ้น ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” ลงทำการแข่งขันในรายการ British F4 กันบ้างครับ

• Chassis : FIA Homologated Carbon Monocoque
• เครื่องยนต์ : Ford EcoBoost ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุดประมาณ 160 แรงม้า
• ระบบส่งกำลัง : 6 Speed Sequential Gearbox with Paddle Shift

• เบรก : 2 Piston Calipers
• ช่วงล่าง : Double wishbones and pushrods, twin adjustable dampers, adjustable anti-roll bar
• ระบบความปลอดภัย : เป็นไปตามมาตรฐาน FIA โครงสร้างดูดซับแรงกระแทกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง, ป้องกันการยุบตัวของตัวรถ, Roll Hoops, removable seat, head restraint, wheel restraint cables, accident data recorder, อุปกรณ์ดับเพลิง, retractable steering wheel and column

• อากาศพลศาสตร์ : ปีกหน้า และหลังสามารถปรับได้
• ขนาดรถ : 4340 x 1750 x 950 mm

• ล้อหน้า : 8″ x 13″
• ล้อหลัง : 10″ x 13

ขอบคุณข้อมูลจาก http://fiaformula4.com/

มาทำความรู้จักกับสนามแข่งรถ Snetterton Circuit

สนาม Snetterton เป็นสนามแข่งรถที่ตั้งอยู่ใน Norfolk ประเทศอังกฤษ แต่เดิมนั้นเป็นสนามบินของกองทัพอากาศในช่วงปี 1943-1948 และได้สร้างสนามขึ้นในปี 1951 จากรันเวย์ที่เหลืออยู่ ระยะทางของสนามนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่หลายครั้งในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาจนกระทั่งปี 2010 เมื่อ MSV เจ้าของสนามแข่งประกาศปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โดยแล้วเสร็จในปี 2011 และได้จัดกิจกรรมที่สำคัญมากมายในช่วงหกทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ทดสอบที่มีชื่อเสียง และพัฒนารถแข่งที่ได้คว้าชัยชนะไว้หลายคัน

สนาม Snetterton เป็นหนึ่งในสนามแข่งรถที่ดีที่สุดของสหราชอาณาจักร ไม่ใช่แค่สำหรับนักแข่งเท่านั้น แต่สำหรับผู้ชมด้วย เนื่องจากสนามแห่งนี้ผสมผสานรูปแบบความท้าทาย และซับซ้อนเข้าไว้รวมกัน บวกกับสภาพภูมิทัศน์ที่ดีที่สุดในสนามอีกด้วย ภายในสนามนั้นแบ่งได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน

• Snetterton 300 ออกแบบโดย Jonathan Palmer ได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่แข่งรถชั้นนำของโลกหลายแห่ง เป็นสนามแข่งที่ยาวที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองรับการแข่งขันระดับนานาชาติด้วยมาตรฐาน FIA Grade 2

• Snetterton 200 ยังรักษารูปแบบของสนามบินไว้คงเดิม ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีโอกาสแซงได้ดีขึ้น ใช้สำหรับการแข่งขันรถยนต์ในระดับคาร์คลับ และการแข่งขันรถยนต์ในประเทศ

• Snetterton 100 ใช้สำหรับการทดสอบ และการสอนขับรถยนต์ ซึ่ง Snetterton 200 และ Snetterton 100 นั้น สามารถใช้ร่วมกันได้

นอกจากนี้ชื่อโค้งต่างๆ ภายในสนามยังได้นำมากชื่อของบุคคลสำคัญในวงการมอเตอร์สปอร์ต อีกด้วยไม่ว่าจะเป็น Giacomo Agostini บุคคลอันเป็นตำนานสองล้อ ไปจนถึง Superstar ของ F1 อย่าง Lewis Hamilton อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.snetterton.co.uk/circuit-information.aspx

ขอบคุณภาพประกอบจาก www.webbaviation.co.uk

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ Formula 4 กัน

การแข่งขัน Formula 4 นั้นเป็นการแข่งขันรถล้อเปิดที่ถูกสร้างขึ้นโดย Fédération Internationale de l’Automobile (FIA) หรือ สหพันธยานยนต์นานาชาติ โดย Gerhard Berger อดีตนักแข่งรถ Formula 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธาน FIA Single-Seater Commission

การแข่งขันรุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยกับผู้ที่ไม่เคยขับรถสูตรมาก่อน อีกทั้งยังออกแบบมาให้มีต้นทุนน้อยที่สุด แต่มีความปลอดภัยมากที่สุด

การแข่งขัน Formula 4 เป็นการแข่งขันที่อนุญาตให้นักแข่งเยาวชนที่อายุระหว่าง 15 – 19 ปี ลงทำการแข่งขันเท่านั้น

ซึ่งการแข่งขัน Formula 4 จะเป็นการแข่งขันที่อยู่ระหว่างการแข่งขันรถคาร์ท และ Formula 3 โดยการแข่งขัน Formula 4 ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในปี 2014 มีการใช้กฎข้อบังคับตามมาตรฐาน FIA ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความปลอดภัย หรือ ใบอนุญาตขับขี่รถแข่ง

ซึ่งการแข่งขัน Formula 4 นั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นโปรแกรมการแข่งขันที่พัฒนานักแข่งเยาวชนที่ดีที่สุดในโลก ที่สำคัญการแข่งขันในรายการนี้ยังสามารถเก็บสะสมแต้ม FIA F1 Super License ได้อีกด้วย

ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยเรามี “น้องเติ้น ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” จาก AAS Motorsport เป็นนักแข่งตัวแทนชาวไทย ลงทำการแข่งขันในรายการ British Formula 4 ที่เพิ่งจบสนาม 4-6 เมื่อวันที่ 11-13 มิถุนายนที่ผ่านมาที่สนาม Snetterton ประเทศอังกฤษ ฝากติดตามส่งกำลังใจเชียร์นักแข่งคนนี้เพื่อจะได้สร้างชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย

เตรียมความพร้อม ก่อน การแข่งขัน “Endurance”

การแข่งขันรถยนต์นั้นต้องอาศัยความพร้อม ความสามัคคี และความสามารถของรถแข่ง, นักแข่ง และทีมงาน เป็นอย่างมากกว่าที่จะให้สามารถขึ้นไปอยู่บนโพเดียม ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสูงสุดนั้นได้ ยิ่งโดยเฉพาะการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแบบมาราธอนอย่างรายการ ADAC Total 24h Race Nürburgring ซึ่งเป็นการแข่งขันแบบต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงด้วยแล้ว ยิ่งต้องใช้ความทนทานของรถยนต์ ความอดทนของนักแข่งทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งทีมงานทุกคนที่ต้องเตรียมความพร้อมตลอดการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย วันนี้เรามาเรียนรู้เคล็ดลับขั้นพื้นฐานของเหล่าบรรดานักแข่งในการเตรียมความพร้อมก่อนการแข่งขันกัน

อันดับแรก การเตรียมความพร้อมของร่างกาย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และเช็คร่างกายของคุณก่อนลงสนามทุกครั้ง ยิ่งนักแข่งที่อายุมากยิ่งต้องเช็คร่างกายให้ละเอียด โดยเฉพาะความดัน และหัวใจ

อันดับที่ 2 เมื่อร่างกายพร้อมแล้ว ใจคุณต้องพร้อมด้วย การเตรียมพร้อมว่าในสนามเราต้องเจอกับใคร สถานการณ์อย่างไร และสิ่งที่สำคัญสุดคือ สติ ต้องมีอยู่เสมอ เมื่อเจอปัญหา หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เรื่องเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจนั้นอาศัยการฝึกซ้อมจะทำให้เกิดประสบการณ์ และการเรียนรู้มากขึ้น

อันดับที่ 3 การเตรียมความพร้อมของรถที่จะใช้เข้าแข่งขัน รถที่ดีไม่ใช่แค่แรงหรือเร็ว ไม่ใช่แค่ยี่ห้อหรือรุ่นรถ แต่รถที่ดีนั้นจะต้องเป็นรถที่เข้ากับคนขับได้ ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับนักแข่งให้ได้นั่นเอง

อันดับที่ 4 การเตรียมความพร้อมเรียนรู้สนาม การรู้จักสนามที่เราจะไปแข่ง ศึกษาสนามในแต่ละจุด มีโค้งตรงไหน พื้นผิวสนามแข่งเป็นเช่นไร ยิ่งหากคุณไม่เคยได้สัมผัสกับสนามนั้นมาก่อนยิ่งต้องศึกษาข้อมูลให้มากที่สุด

อันดับที่ 5 การเตรียมความพร้อมเรียนรู้ และรับมือกับนักแข่งคนอื่นที่เข้าร่วมการแข่งขัน การรู้จักนักแข่งที่เข้าร่วมกรแข่งขันกับเราถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่ง เพราะเราจะทราบถึงจุดอ่อน และจุดแข็งของผู้ที่จะมาชิงโพเดียมกับเรา

อันดับที่ 6 ซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย การเตรียมความพร้อมของสมาชิกทุกคนในทีม ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกในทีม ถือแรงขับเคลื่อนที่ดีที่สุดที่ทำให้การแข่งขันสามารถฝ่าฟันทุกอย่าง และผ่านธงหมากรุกได้ การมีสมาชิกในทีมช่างที่มีคุณภาพ และมีความสามัคคีกันนอกจากจะได้รถที่สภาพพร้อม 100% แล้วยังช่วยทำให้นักแข่งเองมันใจ และสภาวการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนสนามแข่งได้เป็นอย่างดี

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเคล็ดลับเล็กน้อย ที่จะพาสิงห์นักแข่งทั้งหลายไปสู่เส้นชัยได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด การฝึกฝนเป็นเรื่องที่สำคัญ ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น ในวันที่ 4-6 มิถุนายนนี้ชาวไทยทุกคนมาร่วมลุ้น และส่งกำลังใจเชียร์ Toyota Gazoo Racing Team Thailand ทีมแข่งรถสัญชาติไทยทีมแรก และทีมเดียวในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแบบเอนดูรานซ์รายการ ADAC Total 24h Race Nürburgring 2021 ไปพร้อมๆกันได้ทาง Facebook Fanpage : Thailand Super Series